แต่เอ๊ะ!! เดี๋ยวก่อน!! แล้วทำไมเขายังกล้าบอกว่าได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีใน 7 วันล่ะ ฉันใช้มาหนึ่งเดือนนี่ยังไม่ค่อยจะเห็นผลเท่าไรเลย???
เราอยากบอกว่า ไม่ต้องเป็นกังวลไปค่ะ ว่าจะถูกหลอก เพราะว่าความจริงแล้ว ผู้ขายเขาไม่ได้คิดที่จะหลอกลวงคุณเลย เพราะว่าการอ้างชื่อว่าได้รับการรับรองจากสถาบันนู่นนี่นั่นรับรองเนี่ย มันมีค่าใช้จ่าย และขืนไปอ้างสุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะโดนฟ้องกลับได้เช่นเดียวกัน
วันนี้ เราเลยอยากจะไขข้อสงสัยของหลายๆท่านที่คิดว่าครีมที่ซื้อมาเนี่ย ได้ผลจริงๆเหมือนดั่งที่โฆษณาได้กล่าวอ้างเอาไว้หรือเปล่า
เคยได้ยินคำว่า "Clinical Trial" กับบ้างไหมคะ?? คำนี้มีความหมายว่า "การทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของเครื่องสำอางในมนุษย์" ซึ่งคำพูดอาจจะดูรุนแรงไปนิดนึง แต่ว่า ความจริงแล้วในทางปฏิบัตินั้นไม่ได้มีความน่ากลัวใดๆเลยทั้งสิ้น เนื่องจากการทดสอบนี้ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายหรือว่าบาดแผลใดๆทั้งสิ้น ส่วนการทดสอบเป็นอย่างไรนั้น เราขออธิบายคร่าวๆดังนี้แล้วกันนะ
โดยส่วนใหญ่แล้ว การทดสอบความปลอดภัยของเครื่องสำอางในมนุษย์นั้นจะทำโดยใช้การทดสอบ Patch Test จะเป็นการแปะสารที่ต้องการทดสอบไว้ที่หลังหรือที่ต้นแขน แล้วแต่ตามที่ Protocol กำหนดว่าจะใช้พื้นที่ตรงไหนในการทดสอบ ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะในการทำการทดสอบนั่นก็คือบริเวณที่ไม่ค่อยมีการขยับตัว และไม่ค่อยมีขน ด้วยเหตุผลที่ว่าการทดสอบจะได้ไม่คลาดเคลื่อนเนื่องจากแผ่นเทปเปลี่ยนตำแหน่งหรือว่าเกิดการหลุดทำให้ค่าที่ได้มีความเพี้ยนไป ซึ่งการอ่านค่านั้นจะอ่านจากความแดงของผิว ยิ่งมีมากแสดงความแพ้มาก โดยผู้ที่จะมาอ่านค่าความแดงของผิวนั้นจะต้องเป็นแพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาลที่ได้รับการอบรมและเชี่ยวชาญในการอ่านค่าเป็นอย่างดีแล้ว
หลังจากการทดสอบความปลอดภัยแล้ว ก็จะมาถึงเรื่องของการตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่องสำอางกันบ้าง โดยปกติแล้ว การทดสอบประสิทธิภาพจะมีเครื่องมือเข้ามาช่วย ได้แก่ เครื่องวัดสีผิว เครื่องวัดความยืดหยุ่นของผิว เครื่องวัดความมันของผิว เครื่องวัดความชุ่มชื้นของผิว และกล้องถ่ายรูปเพื่อเก็บความเปลี่ยนแปลงเมื่อได้มีการใช้เครื่องสำอางนั้นๆไประยะหนึ่ง
เครื่องมือที่ใช้วัดนั้น โดยส่วนตัวแล้ว เราเคยเห็นหลายๆแบบ ทั้งแบบพกพาได้รวมถึงเป็นเครื่องที่ใช้เป็นเรื่องเป็นราวเลย ซึ่งเราเคยได้ไปฝึกงานทางด้านนี้ที่บริษัทแห่งหนึ่งที่ตึกช้าง และได้ใช้เครื่องมือนี้จริงๆในตอนที่เรียนวิชา Clinical Trial ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้นั้นจะมีข้อจำกัดมากมายเพื่อที่จะได้ใช้วัดค่าที่เที่ยงตรงที่สุด รวมถึงต้องควบคุมอุณหภูมิห้องเพื่อให้อาสาสมัครได้อยู่สภาวะแวดล้อมที่เหมือนกันในการรอวัดค่าของผิว
จากหัวข้อที่เราตั้งไว้ว่า ใช้ครีมตัวนี้แล้วจะกระจ่างใสจริงหรือ?? เราขอขยายความตรงนี้ว่า เครื่องมือสำหรับทดสอบสีผิวนั้นจะมีการทดสอบสองแบบคือ วัดค่าความสว่าง หรือความขาวของผิว และอย่างที่สองคือการวัดค่าความแดงของผิว ซึ่งสองอย่างนี้ต้องวัดไปควบคู่กัน เพราะความสว่างหมายถึงผิวขาวขึ้น แต่ความแดงคือการแพ้ของผิว หากขาวขึ้นแต่ว่าผิวแดงก็ไม่ควรที่จะใช้เครื่องสำอางตัวนี้
และที่สำคัญก็คือ....เจ้าเครื่องวัดสีผิวเนี่ย สามารถวัดความเปลี่ยนแปลงของสีผิวได้ทั้งหมดรวมถึงในช่วงที่สายตาของเราไม่สามารถที่จะบอกถึงความแตกต่างของสีนั้นได้ ดังนั้นแล้ว หากใช้เจ้าเครื่องมือวัดแล้วได้ผลว่าผิวขาวขึ้น นั่นก็หมายความว่า ครีมนั้นมีประสิทธิภาพเรื่องความขาวไปแล้ว ดังนั้น ถ้าหากจะบอกว่า ผิวกระจ่างใสขึ้นภายใน 7 วันนั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิด ก็ผลมันออกมาเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่าตาของเราไม่สามารถที่จะมองเห็นด้วยข้อจำกัดของสายตาเราเท่านั้นเอง
ตอนนี้ เราหวังว่าหลายๆท่านคงจะพอเข้าใจภาพคร่าวๆที่เราต้องการจะสื่อได้นะคะว่า จริงๆแล้ว เราอาจจะใช้เครื่องสำอางนั้นแล้วหน้าเราขาวขึ้นได้จริงๆ แต่ว่าทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนหรือเปล่า หรือเห็นเพียงแค่โดยการใช้เครื่องมือวัดเท่านั้น
ตัวอย่างเครื่องวัดสีผิว ภาพแรกคือ Mexameter ใช้วัดความสว่างสีผิว ภาพที่สอง คือ Colorimeter ใช้วัดสีผิว
ส่วนอีกคำถามที่เราคาดว่าหลายๆคนอาจจะสงสัยก็คือ ผู้ใช้ความ 80% พึงพอใจนี่ จริงหรือ คำตอบนี้เราไม่ขอฟันธง แต่ความแม่นยำข้อมูลมันอยู่ที่จำนวนประชากร ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว การทำ Clinical Trial ก็จะมีการทำ Preference Test หรือการทดสอบความพึงพอใจเข้าไปด้วย ซึ่งจำนวนอาสามสมัครในการทำการทดสอบนั้น ปกติจะใช้ที่ 20-30 คนเนื่องจากยังไม่มีกฎหมายเครื่องสำอางที่ระบุว่าจะต้องใช้อาสาสมัครจำนวนเท่าไร หรือว่าต้องทำการทดสอบนี้หรือไม่ ซึ่งไม่เหมือนกับทางยาที่ต้องทดสอบกับคนเป็นร้อยคนเป็นอย่างน้อย อย่างเช่นในการทดสอบครีมลดเลือนฝ้าของมหาวิทยาลัยเซาท์เปาโลก็ใช้คนเพียง 30 คนในการทดสอบ* หรือพวกสารที่จัดว่าเป็นกลุ่ม Active Ingredient ที่เป็น Whitening Agent ก็มีการทำ Clinical Trial เช่นเดียวกัน เช่นสาร Illuminatural** ที่มีการทำการทดสอบโดยการใช้อาสาสมัคร 20 คน เช่นเดียวกัน ซึ่งหลายๆคนคงอาจจะสงสัยว่า ทำไมไม่ทำเยอะๆไปเลย ทดสอบทั้งที ซึ่งคำตอบไม่ยากเลยค่ะ คือ ค่าใช้จ่ายในการทำการทดสอบนั้นสูงมาก ยิ่งถ้าทำกันมนุษย์ อาสาสมัครจะได้เงินค่าตอบแทนด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการเครื่องสำอางจริงไม่ได้มีการทดสอบเยอะมาก ยกเว้นจะเป็นโปรเจคที่ใหญ่จริงๆ แต่คนเพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับผลลัพท์แล้วเนื่องจากอาสาสมัครจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการทดลองน้อยที่สุด
จากทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า การทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องสำอางนั้นมีอยู่จริง ทั้งในแง่ของความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ซึ่งเราเชื่อว่ามีหลายคนที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนว่าเครื่องสำอางนั้นมีการทดสอบว่าปลอดภัยกับมนุษย์อย่างไร นี่เป็นเพียงแค่ข้อมูลคร่าวๆเท่านั้นซึ่งความจริงรายละเอียดมีอยู่มา แต่เราขอรวบรัด สรุปตัดตอนมาเพียงเท่านี้
เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้หลายๆท่านได้หายคาใจกันได้บ้าง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้เราได้รวบรวมและเขียนขึ้นมาตามที่เราเข้าใจและได้ศึกษามา หากผิดพลาดใดๆก็ขออภัยด้วยนะคะ ครั้งหน้า เราจะมาต่อกันด้วยเรื่องของผิวนุ่มชุ่มชื้นวัดกันแบบไหนนะคะ ^^
อ้างอิง
*การทดสอบครีมลดเลือนฝ้า ม.เซาท์เปาโล http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12709008
** การทดสอบ Illuminatural http://www.illuminatural6i.com/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น