วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ผิวขาดน้ำ วัดกันตรงไหน??

          เนื่องจากคราวที่แล้ว เราบอกว่าจะมาดูกันว่า ผิวขาดน้ำดูกันยังไง แล้วเขาวัดกันที่ตรงไหน? เนื่อง จากว่าตอนนี้เทรนของ Skin care ของตลาดแมสท์พูดถึงกันมากในเรื่องของผิวขาดน้ำ แล้วจริงๆแล้วผิวเราขาดน้ำจริงๆหรือ?? 

        ผิวขาดน้ำ ในความคิดเรานี่มันใกล้เคียงกับคำว่า ผิวแห้ง มากๆเลย หลังจากที่เราลองอ่านหนังสือ และได้เก็บข้อมูลมา เราขอสรุปว่า ผิวขาดน้ำนี่ก็คืออาการของคนผิวแห้งดีๆนี่เอง ซึ่งผิวที่ขาดน้ำก็จะมีลักษณะที่ขาดความยืดหยุ่น ไม่เนียนนุ่ม ไม่มีความชุ่มชื้น แห้งผาก อาจจะมีอาการผิวลอกเป็ยขุยเกิดขึ้นด้วย และเจ้าอาการผิวขาดน้ำหรือว่าผิวแห้งเนี่ยแหละ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวของเราเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร หรือเรียกง่ายๆ ผิวแก่ นั่นเอง

       แล้วมีทางแก้มั้ย กับปัญหาผิวขาดน้ำนี้?? เราบอกได้เลยว่า เรื่องแบบนี้แก้ไม่ยาก แต่ต้องใช้เวลาและความอดทนในการพยายามที่จะหาย นั่นก็คือ การพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ผิวของเราซ่อมแซมตัวเอง และดื่มน้ำให้เยอะๆ ซึ่งวิธีการทั้งสองอย่างนี้เป็นการแก้ไขจากภายในร่างกาย ซึ่งอาจจะเห็นผลช้าหน่อย แต่ถ้าอยากจะได้ผลลัพธ์ที่ไวขึ้น เราควรเลือกครีมที่เป็นมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว ด้วยหลักการคือ ครีมหรือโลชั่นที่เราทานั้นจะไปเคลือบอยู่ที่ผิวเพื่อปกป้องไม่ให้น้ำในผิวที่มีอยู่อันน้อยนิดในผิวแห้งๆของเราระเหยออกไป ถ้าทำควบคู่กันไป ก็จะทำให้ผิวของเรามีสุขภาพดีขึ้น กลับมาใสเด้ง เนียนนุ่มชุ่มชื้นอีกครั้ง ^^

                                              
      บางคนอาจจะเจอปัญหาว่า อ้าว ก็ฉันเป้นคนผิวมัน หน้ามันมากกก แต่ทำไมผิวของฉันยังลอก ยังรู้สึกแห้งๆ ไม่ชุ่มชื้น ทั้งๆที่หน้ามันเยิ้มจนเอาน้ำมันไปทอดไข่ได้ จริงๆแล้วเราอยากบอกว่า อาการแบบนี้เป้นอาการที่ผิดปกติของผิวที่ความจริงแล้ว ผิวของคุณไม่ได้เป็นผิวมัน แต่เป็นผิวแห้งต่างหาก แต่เนื่องจากผิวของเรา ร่างกายของเราเก่งกาจมากในการที่จะพยายามปรับในผิวไปอยู่ในสภาวะสมดุล ดังนั้น ผิวหลังน้ำมันออกมาเคลือบผิวเพื่อที่จะลดโอกาสในการสูญเสียน้ำของผิว เพื่อไม่ให้ผิวแห้งไปกว่านี้นั่นเอง ในกรณีนี้ เราอยากแนะนำขั้น Advance นิดนึงว่าน่าจะลองหาอาหารเสริมรับประทานกันดูนะ ตัวที่เราแนะนำคือ Zinc เพื่อช่วยปรับสมดุลให้ผิวกลับมาเป็นปกติ พร้อมทั้งดูแลผิวด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ ดื่มน้ำเยอะๆ และผักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงไปออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายเสียเหงื่อ เพราะการออกกำลังการเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ทำให้ผิวของเราได้มีการรักษาตัวเอง ให้กลับมาเป็นปกติ ไม่เป็นคนที่ผิวมันแต่ขาดน้ำแล้วค่ะ
                                       
       นี่เป็นข้อแนะนำอย่างง่ายๆนะคะ หวังว่า ผู้ที่มีปัญหาเหล่านี้จะได้นำวิธีการเหล่านี้ไปลองทำดู ส่วนใครที่สงสัยว่าที่เราบอกว่า ผิวแห้งเป็นสาเหตุของผิวแก่ นี่เป็นเรื่องจริงหรือ?? แล้วทำให้ผิวแก่ได้อย่างไร ไว้คราวหน้า เราจะมาอธิบายให้ได้อ่านกันนะคะ (^.<)/

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ใช้ครีมตัวนี้ แล้วกระจ่างใสได้ใน 7 วันจริงหรือ??

       เคยได้ยินที่เขาโฆษณากันไหมคะ ว่า "ใช้ครีม xxx แล้วผิวคุณจะกระจ่างใสได้ใน 7 วัน ด้วยนวัตกรรม บลาๆๆ...... ผู้ใช้กว่า 80% พึงพอใจในผลลัพธ์" เราคิดว่า หลายๆคนน่าจะเคยได้ยินกัน แล้วก็ไปซื้อหาลองมาใช้กัน โดยเฉพาะสาวๆที่ต้องการที่จะมีสีผิวขาวอมชมพู มีออร่าเปล่งประกายเหมือนกันกับที่นางแบบโฆษณาแสดงให้เห็นกันแล้วก็หวังว่า สักวัน ฉันจะขาวขึ้นๆๆๆ จนเปล่งประกายหรือเรืองแสงได้ภายใน 7 วัน แต่จนแล้วจนรอด ใช้หมดไป 10 กระปุกแล้วแต่ทำไมยังไม่เห็นจะเปล่งประกายเหมือนในโฆษณาเลย หรือครีมนี้จะไม่ดีจริงกันแน่นะ หรือว่าหลอกลวงกันแน่??

       แต่เอ๊ะ!! เดี๋ยวก่อน!! แล้วทำไมเขายังกล้าบอกว่าได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีใน 7 วันล่ะ ฉันใช้มาหนึ่งเดือนนี่ยังไม่ค่อยจะเห็นผลเท่าไรเลย???

       เราอยากบอกว่า ไม่ต้องเป็นกังวลไปค่ะ ว่าจะถูกหลอก เพราะว่าความจริงแล้ว ผู้ขายเขาไม่ได้คิดที่จะหลอกลวงคุณเลย เพราะว่าการอ้างชื่อว่าได้รับการรับรองจากสถาบันนู่นนี่นั่นรับรองเนี่ย มันมีค่าใช้จ่าย และขืนไปอ้างสุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะโดนฟ้องกลับได้เช่นเดียวกัน

         วันนี้ เราเลยอยากจะไขข้อสงสัยของหลายๆท่านที่คิดว่าครีมที่ซื้อมาเนี่ย ได้ผลจริงๆเหมือนดั่งที่โฆษณาได้กล่าวอ้างเอาไว้หรือเปล่า 

        เคยได้ยินคำว่า "Clinical Trial" กับบ้างไหมคะ?? คำนี้มีความหมายว่า "การทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของเครื่องสำอางในมนุษย์" ซึ่งคำพูดอาจจะดูรุนแรงไปนิดนึง แต่ว่า ความจริงแล้วในทางปฏิบัตินั้นไม่ได้มีความน่ากลัวใดๆเลยทั้งสิ้น เนื่องจากการทดสอบนี้ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายหรือว่าบาดแผลใดๆทั้งสิ้น ส่วนการทดสอบเป็นอย่างไรนั้น เราขออธิบายคร่าวๆดังนี้แล้วกันนะ

         โดยส่วนใหญ่แล้ว การทดสอบความปลอดภัยของเครื่องสำอางในมนุษย์นั้นจะทำโดยใช้การทดสอบ Patch Test จะเป็นการแปะสารที่ต้องการทดสอบไว้ที่หลังหรือที่ต้นแขน แล้วแต่ตามที่ Protocol กำหนดว่าจะใช้พื้นที่ตรงไหนในการทดสอบ ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะในการทำการทดสอบนั่นก็คือบริเวณที่ไม่ค่อยมีการขยับตัว และไม่ค่อยมีขน ด้วยเหตุผลที่ว่าการทดสอบจะได้ไม่คลาดเคลื่อนเนื่องจากแผ่นเทปเปลี่ยนตำแหน่งหรือว่าเกิดการหลุดทำให้ค่าที่ได้มีความเพี้ยนไป ซึ่งการอ่านค่านั้นจะอ่านจากความแดงของผิว ยิ่งมีมากแสดงความแพ้มาก โดยผู้ที่จะมาอ่านค่าความแดงของผิวนั้นจะต้องเป็นแพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาลที่ได้รับการอบรมและเชี่ยวชาญในการอ่านค่าเป็นอย่างดีแล้ว


        หลังจากการทดสอบความปลอดภัยแล้ว ก็จะมาถึงเรื่องของการตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่องสำอางกันบ้าง โดยปกติแล้ว การทดสอบประสิทธิภาพจะมีเครื่องมือเข้ามาช่วย ได้แก่ เครื่องวัดสีผิว เครื่องวัดความยืดหยุ่นของผิว เครื่องวัดความมันของผิว เครื่องวัดความชุ่มชื้นของผิว และกล้องถ่ายรูปเพื่อเก็บความเปลี่ยนแปลงเมื่อได้มีการใช้เครื่องสำอางนั้นๆไประยะหนึ่ง

        เครื่องมือที่ใช้วัดนั้น โดยส่วนตัวแล้ว เราเคยเห็นหลายๆแบบ ทั้งแบบพกพาได้รวมถึงเป็นเครื่องที่ใช้เป็นเรื่องเป็นราวเลย ซึ่งเราเคยได้ไปฝึกงานทางด้านนี้ที่บริษัทแห่งหนึ่งที่ตึกช้าง และได้ใช้เครื่องมือนี้จริงๆในตอนที่เรียนวิชา Clinical Trial ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้นั้นจะมีข้อจำกัดมากมายเพื่อที่จะได้ใช้วัดค่าที่เที่ยงตรงที่สุด รวมถึงต้องควบคุมอุณหภูมิห้องเพื่อให้อาสาสมัครได้อยู่สภาวะแวดล้อมที่เหมือนกันในการรอวัดค่าของผิว

        จากหัวข้อที่เราตั้งไว้ว่า ใช้ครีมตัวนี้แล้วจะกระจ่างใสจริงหรือ?? เราขอขยายความตรงนี้ว่า เครื่องมือสำหรับทดสอบสีผิวนั้นจะมีการทดสอบสองแบบคือ วัดค่าความสว่าง หรือความขาวของผิว และอย่างที่สองคือการวัดค่าความแดงของผิว ซึ่งสองอย่างนี้ต้องวัดไปควบคู่กัน เพราะความสว่างหมายถึงผิวขาวขึ้น แต่ความแดงคือการแพ้ของผิว หากขาวขึ้นแต่ว่าผิวแดงก็ไม่ควรที่จะใช้เครื่องสำอางตัวนี้

                                 

          และที่สำคัญก็คือ....เจ้าเครื่องวัดสีผิวเนี่ย สามารถวัดความเปลี่ยนแปลงของสีผิวได้ทั้งหมดรวมถึงในช่วงที่สายตาของเราไม่สามารถที่จะบอกถึงความแตกต่างของสีนั้นได้ ดังนั้นแล้ว หากใช้เจ้าเครื่องมือวัดแล้วได้ผลว่าผิวขาวขึ้น นั่นก็หมายความว่า ครีมนั้นมีประสิทธิภาพเรื่องความขาวไปแล้ว ดังนั้น ถ้าหากจะบอกว่า ผิวกระจ่างใสขึ้นภายใน 7 วันนั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิด ก็ผลมันออกมาเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่าตาของเราไม่สามารถที่จะมองเห็นด้วยข้อจำกัดของสายตาเราเท่านั้นเอง

        ตอนนี้ เราหวังว่าหลายๆท่านคงจะพอเข้าใจภาพคร่าวๆที่เราต้องการจะสื่อได้นะคะว่า จริงๆแล้ว เราอาจจะใช้เครื่องสำอางนั้นแล้วหน้าเราขาวขึ้นได้จริงๆ แต่ว่าทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนหรือเปล่า หรือเห็นเพียงแค่โดยการใช้เครื่องมือวัดเท่านั้น

                             
                  ตัวอย่างเครื่องวัดสีผิว ภาพแรกคือ Mexameter ใช้วัดความสว่างสีผิว ภาพที่สอง คือ Colorimeter ใช้วัดสีผิว

       ส่วนอีกคำถามที่เราคาดว่าหลายๆคนอาจจะสงสัยก็คือ ผู้ใช้ความ 80% พึงพอใจนี่ จริงหรือ คำตอบนี้เราไม่ขอฟันธง แต่ความแม่นยำข้อมูลมันอยู่ที่จำนวนประชากร ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว การทำ Clinical Trial ก็จะมีการทำ Preference Test หรือการทดสอบความพึงพอใจเข้าไปด้วย ซึ่งจำนวนอาสามสมัครในการทำการทดสอบนั้น ปกติจะใช้ที่ 20-30 คนเนื่องจากยังไม่มีกฎหมายเครื่องสำอางที่ระบุว่าจะต้องใช้อาสาสมัครจำนวนเท่าไร หรือว่าต้องทำการทดสอบนี้หรือไม่ ซึ่งไม่เหมือนกับทางยาที่ต้องทดสอบกับคนเป็นร้อยคนเป็นอย่างน้อย อย่างเช่นในการทดสอบครีมลดเลือนฝ้าของมหาวิทยาลัยเซาท์เปาโลก็ใช้คนเพียง 30 คนในการทดสอบ* หรือพวกสารที่จัดว่าเป็นกลุ่ม Active Ingredient ที่เป็น Whitening Agent ก็มีการทำ Clinical Trial เช่นเดียวกัน เช่นสาร Illuminatural** ที่มีการทำการทดสอบโดยการใช้อาสาสมัคร 20 คน เช่นเดียวกัน ซึ่งหลายๆคนคงอาจจะสงสัยว่า ทำไมไม่ทำเยอะๆไปเลย ทดสอบทั้งที ซึ่งคำตอบไม่ยากเลยค่ะ คือ ค่าใช้จ่ายในการทำการทดสอบนั้นสูงมาก ยิ่งถ้าทำกันมนุษย์ อาสาสมัครจะได้เงินค่าตอบแทนด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการเครื่องสำอางจริงไม่ได้มีการทดสอบเยอะมาก ยกเว้นจะเป็นโปรเจคที่ใหญ่จริงๆ แต่คนเพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับผลลัพท์แล้วเนื่องจากอาสาสมัครจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการทดลองน้อยที่สุด

        จากทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า การทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องสำอางนั้นมีอยู่จริง ทั้งในแง่ของความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ซึ่งเราเชื่อว่ามีหลายคนที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนว่าเครื่องสำอางนั้นมีการทดสอบว่าปลอดภัยกับมนุษย์อย่างไร นี่เป็นเพียงแค่ข้อมูลคร่าวๆเท่านั้นซึ่งความจริงรายละเอียดมีอยู่มา แต่เราขอรวบรัด สรุปตัดตอนมาเพียงเท่านี้

        เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้หลายๆท่านได้หายคาใจกันได้บ้าง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้เราได้รวบรวมและเขียนขึ้นมาตามที่เราเข้าใจและได้ศึกษามา หากผิดพลาดใดๆก็ขออภัยด้วยนะคะ ครั้งหน้า เราจะมาต่อกันด้วยเรื่องของผิวนุ่มชุ่มชื้นวัดกันแบบไหนนะคะ ^^

อ้างอิง
*การทดสอบครีมลดเลือนฝ้า ม.เซาท์เปาโล http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/12709008
** การทดสอบ Illuminatural http://www.illuminatural6i.com/

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

เวชสำอาง ดีกว่า เครื่องสำอาง จริงหรือ??



       สาวๆทั้งหลายต่างก็มีครีมวิเศษของตนเองเพื่อที่จะทำให้ผิวหน้าแลดูกระจ่างใส อ่อนเยาว์ หรือพูดง่ายๆคือ เพื่อเพิ่มความสวยให้กับตัวเอง ซึ่งตอนนี้ สิ่งที่มาแรงคงจะหนีไม่พ้น "เวชสำอาง" ที่ใครๆต่างก็เชื่อว่า เวชสำอาง ดีกว่า เครื่องสำอาง ฟันธง!!! แต่จะมีใครสงสัยกันบ้างหรือเปล่า ว่า เวชสำอางเนี่ยดีกว่าเครื่องสำอางจริงๆหรือ???


       คำว่า "เวชสำอาง" หรือ Cosmeceutical คำๆนี้ ได้มาจากการสมาสคำ (เอ๊ะ! ถูกหรือเปล่า ตกวิชาภาษาไทย) เป็นการรวมของคำว่า Cosmetic และ Phamaceutical

                        Cosmetic + Phamaceutical = Cosmeceutical


       ทีนี้ พอมาเป็นชื่อภาษาไทย คนไทยเราก็เก่ง แปลคำว่า Cosmeceutical อย่างเท่ห์ๆได้ว่า "เวชสำอาง" หรือแปลไทยเป็นไทยได้ว่า เครื่องสำอางที่ให้ฤทธิ์ในทางยา ซึ่งเป็นคำที่ดูหรูหรามาก...............ก แต่หารู้ไม่ว่า จริงๆแล้ว เจ้าคำว่า เวชสำอางนี่ยังไม่มีการบัญญัติลงในกฎหมายของประเทศไทย และกลุ่มประเทศทางยุโรปเลย ทั้งๆที่ยุโรปเป็นประเทศที่ใช้เครื่องสำอางกันอย่างแพร่หลายแต่กลับไม่มีเจ้า Cosmeceutical ในกฎหมาย แถมยังจัดเจ้านี่เป็นกลุ่มเครื่องสำอางเฉยๆเสียอีก ย้อนกลับมาดูที่ประเทศไทยของเรา บ้านเราเองก็ไม่ได้มีเจ้าเวชสำอางอยู่ในกฎหมายใดๆทั้งสิ้น หลายๆคนคงคิดว่า อ้าว ไม่มีกฎหมาย แล้วจะปลอดภัยมั้ย แล้วใช้อะไรเป็นบรรทัดฐานเวลาเกิดเรื่องขึ้น คำตอบก็คือ เวชสำอางจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ดังนั้น เวชสำอางกับเครื่องสำอาง มีสิทธิเท่าเทียมกัน ส่วนดีกว่าหรือด้อยกว่ากันอย่างไร ต้องลองหามาใช้กันดูต่อไป

       
       คำถามต่อมาก็คือ แล้วสรุป คำว่า เวชสำอาง นี่ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยใช่ไหม ทั้งในประเทศแต่ต่างประเทศ??
       คำตอบก็คือ มีที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ว่า ที่ญี่ปุ่นเขาไม่ได้ใช้คำว่า Cosmeceutical แต่เขาใช้คำว่า Quasi drug (อ่านว่า ควาไซ ดรัก) ซึ่งทำๆนี้นั้น ที่ญี่ปุ่นได้จัดเป็นกฎหมาย เรียกได้ว่า เป็นประเทศเดียวที่มีการบัญญัติชัดเจนว่า บ้านฉันเนี่ยมีเวชสำอางนะจ๊ะ มีกฎหมายของเจ้าเวชสำอางนี้อย่างชัดเจน ซึ่งสารสกัดบางตัวที่เอามาใช้ในประเทศไทยบางตัวถึงขั้นมีการโฆษณาว่า ตัวนี้สามารถนำไปใช้ใน Quasi drug ได้ ถือว่าเป็นเวชสำอางในไทยได้

       แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร อะไรเป็นเวชสำอาง อะไรเป็นเครื่องสำอาง คำถามนี้ ถามเรา เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจัดอย่างไร เพราะว่าคำนิยามของเวชสำอางนั้นไม่ได้มีอยู่จริง เป็นเพียงคำที่นักการตลาดคิดออกมาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า แต่ถ้าหากจะเอาคำนิยามที่ดูจะตรงที่สุดจริงๆ เราขอยกคำนิยามจากกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นแล้วกัน

                         

       Quasi drug (เวชสำอาง) คือ สินค้าที่ให้ฤทธิ์ทางยาเพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยจะต้องออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจง เฉพาะที่ ซึ่งในที่นี้ อาจจะหมายถึงเครื่องสำอาง ยา หรือว่ายาที่เป็น OTC (over counter drug หรือแปลว่า ยาที่สามารถที่จะซื้อแล้วหยิบเองได้) โดยมีขอบเขตอยู่ที่ต้องเป็นสินค้าที่มีฤทธิ์ทางการรักษา*

       ดังนั้น หากเราจะแยกแยะระหว่างเครื่องสำอางกับเวชสำอางโดยยึดตามคำนิยามของประเทศญี่ปุ่นนั้น เราอาจจะบอกได้ว่า เวชสำอางต้องมีส่วนผสมที่เอามาใช้ทางยา เช่น วิตามินต่างๆ, เอ็นไซม์, สารที่ช่วยให้ผิวขาว ลดสิว แต่เดี๋ยวก่อน อย่าลืมว่า เพราะว่าบ้านเราไม่ได้บัญญัติคำๆนี้ไว้ ดังนั้น ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางหลายๆรายจึงไม่สามารถที่จะโอ้อวด และอวดอ้างได้ว่าสินค้าของตนนั้นมีฤทธิ์ในทางรักษา เพราะหากย้อนไปดูความหมายของเครื่องสำอางตาม พรบ. 2535 นั่นคือ เครื่องสำอางคือสิ่งที่เกิดมาเพื่อความ สวยงาม และ ความสะอาด เท่านั้น ดังนั้นต่อให้เราจะพยายามเถียงอะไรแค่ไหน เครื่องสำอางกัยเวชสำอาในประเทศไทยก็ยังเป็นอย่างเดียวกันอยู่ดี ส่วนเรื่องจะดูยังไงถึงรู้ว่าอันไหนเป็นเครื่องสำอางหรือเวชสำอางนั้นก็อยู่ที่ว่าผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายนั้นพยายามที่จะแสดงตัวตนของเครื่องสำอางนั้นว่าเป็นอะไรกันแน่

       หลายๆคนคงจะงงว่า อ่านมาตั้งนาน ยังไม่เห็นบอกเลยว่า สรุปเวชสำอางดีกว่าเครื่องสำอางจริงหรือเปล่า โดยส่วนตัว เน้น ความคิดของเราเอง เราคิดว่า หากยึดตามที่ควรจะเป็น เวชสำอาง นั้น น่าจะดีกว่าเครื่องสำอาง แต่ว่า นั่นจะต้องเป็นเวชสำอางจริงๆ ไม่ใช่อะไรๆก็แปะๆและให้ค่าว่าเป็นเวชสำอาง ซึ่งถ้าเราจะยึดตามกฎหมายประเทศไทย คงจะต้องบอกว่า จะเวชสำอางหรือเครื่องสำอางก็คงไม่ได้ต่างกัน อยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ใช้ว่าจะควักเงินจ่ายให้กับสินค้านั้นๆหรือเปล่า


       หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้หลายๆคนเข้าใจในเรื่องของ เวชสำอาง มากขึ้นนะคะ ส่วนใครที่คิดว่า อยากสวย แต่เงินในกระเป๋าไม่แข็งแรงพอที่จะซื้อเวชสำอาง เราขอบอกว่า ก็ซื้อเครื่องสำอางปกตินี่แหละ เพราะว่าความจริง จะของถูกหรือว่าของแพง สุดท้ายมา หน้าเรา ผิวเราจะเป็นตัวบอกที่ดีที่สุดว่าเราเหมาะกับอะไร

                           
     
       ส่วนที่จะให้ฟันธงว่า อะไรดีที่สุด เราขอฟันธงว่า "ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่เราออกกำลังกาย ดื่มน้ำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และคิดบวก" เท่านี้ เราก็จะสดใส ไม่ว่าเครื่องสำอางหรือเวชสำอางจากนอกโลกก็สู้ไม่ได้ ^^

* อ้างอิงมาจาก Quasi rule in Japan http://www.jetro.org/index.php?option=com_content&task=view&id=510
     
     

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

เครื่องสำอาง คือ อะไรกันแน่??

       เราเชื่อว่าหลายๆคนต่างก้ให้ความสำคัญ และใส่ใจกับรูปร่างหน้าตา รวมไปถึงบุคลิกภาพของตัวเอง เพราะว่า มันเป้นด่านแรกที่จะให้ใครๆหันมามอง รวมไปถึงเป็นการเปิดประตูแห่งโอกาส เช่น การประกวดนางงามเวทีต่างๆ รวมไปถึงการประกวดนักร้อง หรืออะไรทั้งหลาย

                            
      
      เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่สดใจในเรื่องแบบนี้เหมือนกัน จากที่เราเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรพวกนี้เสียเลยด้วยซ้ำ วันๆอ่านแต่การ์ตูน ดูทีวี ผมหวีบ้าง ไม่หวีบ้าง แต่สุดท้าย พอจะเข้ามามหาวิทยาลัย คณะที่เราเลือกนั้นเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับชีวิตเราสุดๆไปเลย หลายๆคนคงไม่คิดว่า อย่างเราเนี่ยนะ จะเลือกเรียนวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ซึ่งขนาดตัวเรายังไม่ค่อยจะเชื่อเลยว่า เราเนี่ยนะ จะเรียนสาขานี้ จะอยู่ในสำนักนี้ได้จริงๆแน่หรอ...ชีวิตและใบหน้าของเรานั้น มันห่างไกลจากคำว่า "เครื่องสำอาง" มากๆ ทั้งๆที่เราเอง ที่้านก็เป้นร้านเสริมสวย คุณแม่ชอบแต่งตัว แต่ทำไมลูกไม่ได้สนใจหรือมีหัวทางด้านนี้กันเลย

        

    แต่เมื่อเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอางจริงๆ เราเลยรู้ว่า เออเนอะ ชีวิตเรานี่มันไม่ได้ห่างจากเครื่องสำอางเลยนี่หว่า จากที่เรามองแค่ว่า เครื่องสำอางก็คือ make-up color ไว้แต่งๆหน้า นั่นแหละคือเครื่องสำอาง ทั้งโลกนี้ เครื่องสำอางคือสิ่งที่เอามาแต่งแต้มสีหน้าเท่านั้น แต่เราไม่เคยจะรู้เลยว่า จริงๆแล้ว เครื่องสำอาง ตามความหมายที่ อย.ประเทศไทยกำหนดไว้เป็นแบบนี้
      
     เครื่องสำอาง คือ วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใด ต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความ สะอาด ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงามและรวม ตลอดทั้งเครื่องประทิ่นผิวต่าง ๆ ด้วย แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับ และเครื่องแต่งตัวซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย ไม่มีผลต่อโครงสร้างและการกระทำใดๆต่อร่างกาย

    ให้แปลไทยเป็นไทย ก็มีความหมายง่ายๆว่า เครื่องสำอางนั้นเกิดมาเพื่อความสะอาด และความสวยงามอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์จะไปทำอะไรที่เป็นเรื่องการรักษา หรือว่าเพิ่มเติมแต่งให้หน้าตา ผิว หรืออวัยวะใดๆในร่างกายได้สักอย่างนั่นเอง

   เอ....เห็นอย่างนี้แล้ว รู้กันหรือยังว่า จริงๆเครื่องสำอางนั้นใกล้ตัวเรามากแค่ไหน ใครบอกว่า เราไม่ใช้เครื่องสำอางเลย ขอบอกได้เลยว่า "โกหก" ก็แหงละ ตื่นมา เราก็ต้องแปรงฟันแล้ว ยาสีฟันก็เป็นเครื่องสำอางเหมือนกัน 

   ใครมาบอกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยใช้เครื่องสำอาง คุณลองไปดมปากเขาสิ รับรอง สลบแน่ๆ ก็ยาสีฟันก็เป็นเครื่องสำอางนี่นา เขาเกิดมาเพื่อความสะอาด ทำให้ฟันขาว แล้วมียาสีฟันไหนบ้างล่ะ ที่บอกว่า ทำให้ฟันมีรากหยั่งลึก มั่นคงแข็งแรง ดังนั้น ขอฟันธงแรงๆหลายๆทีว่า "ชีวิตเรา ยังไง๊....ยังไงก็ต้องใช้เครื่องสำอาง"