วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

เวชสำอาง ดีกว่า เครื่องสำอาง จริงหรือ??



       สาวๆทั้งหลายต่างก็มีครีมวิเศษของตนเองเพื่อที่จะทำให้ผิวหน้าแลดูกระจ่างใส อ่อนเยาว์ หรือพูดง่ายๆคือ เพื่อเพิ่มความสวยให้กับตัวเอง ซึ่งตอนนี้ สิ่งที่มาแรงคงจะหนีไม่พ้น "เวชสำอาง" ที่ใครๆต่างก็เชื่อว่า เวชสำอาง ดีกว่า เครื่องสำอาง ฟันธง!!! แต่จะมีใครสงสัยกันบ้างหรือเปล่า ว่า เวชสำอางเนี่ยดีกว่าเครื่องสำอางจริงๆหรือ???


       คำว่า "เวชสำอาง" หรือ Cosmeceutical คำๆนี้ ได้มาจากการสมาสคำ (เอ๊ะ! ถูกหรือเปล่า ตกวิชาภาษาไทย) เป็นการรวมของคำว่า Cosmetic และ Phamaceutical

                        Cosmetic + Phamaceutical = Cosmeceutical


       ทีนี้ พอมาเป็นชื่อภาษาไทย คนไทยเราก็เก่ง แปลคำว่า Cosmeceutical อย่างเท่ห์ๆได้ว่า "เวชสำอาง" หรือแปลไทยเป็นไทยได้ว่า เครื่องสำอางที่ให้ฤทธิ์ในทางยา ซึ่งเป็นคำที่ดูหรูหรามาก...............ก แต่หารู้ไม่ว่า จริงๆแล้ว เจ้าคำว่า เวชสำอางนี่ยังไม่มีการบัญญัติลงในกฎหมายของประเทศไทย และกลุ่มประเทศทางยุโรปเลย ทั้งๆที่ยุโรปเป็นประเทศที่ใช้เครื่องสำอางกันอย่างแพร่หลายแต่กลับไม่มีเจ้า Cosmeceutical ในกฎหมาย แถมยังจัดเจ้านี่เป็นกลุ่มเครื่องสำอางเฉยๆเสียอีก ย้อนกลับมาดูที่ประเทศไทยของเรา บ้านเราเองก็ไม่ได้มีเจ้าเวชสำอางอยู่ในกฎหมายใดๆทั้งสิ้น หลายๆคนคงคิดว่า อ้าว ไม่มีกฎหมาย แล้วจะปลอดภัยมั้ย แล้วใช้อะไรเป็นบรรทัดฐานเวลาเกิดเรื่องขึ้น คำตอบก็คือ เวชสำอางจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ดังนั้น เวชสำอางกับเครื่องสำอาง มีสิทธิเท่าเทียมกัน ส่วนดีกว่าหรือด้อยกว่ากันอย่างไร ต้องลองหามาใช้กันดูต่อไป

       
       คำถามต่อมาก็คือ แล้วสรุป คำว่า เวชสำอาง นี่ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยใช่ไหม ทั้งในประเทศแต่ต่างประเทศ??
       คำตอบก็คือ มีที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ว่า ที่ญี่ปุ่นเขาไม่ได้ใช้คำว่า Cosmeceutical แต่เขาใช้คำว่า Quasi drug (อ่านว่า ควาไซ ดรัก) ซึ่งทำๆนี้นั้น ที่ญี่ปุ่นได้จัดเป็นกฎหมาย เรียกได้ว่า เป็นประเทศเดียวที่มีการบัญญัติชัดเจนว่า บ้านฉันเนี่ยมีเวชสำอางนะจ๊ะ มีกฎหมายของเจ้าเวชสำอางนี้อย่างชัดเจน ซึ่งสารสกัดบางตัวที่เอามาใช้ในประเทศไทยบางตัวถึงขั้นมีการโฆษณาว่า ตัวนี้สามารถนำไปใช้ใน Quasi drug ได้ ถือว่าเป็นเวชสำอางในไทยได้

       แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร อะไรเป็นเวชสำอาง อะไรเป็นเครื่องสำอาง คำถามนี้ ถามเรา เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจัดอย่างไร เพราะว่าคำนิยามของเวชสำอางนั้นไม่ได้มีอยู่จริง เป็นเพียงคำที่นักการตลาดคิดออกมาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า แต่ถ้าหากจะเอาคำนิยามที่ดูจะตรงที่สุดจริงๆ เราขอยกคำนิยามจากกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นแล้วกัน

                         

       Quasi drug (เวชสำอาง) คือ สินค้าที่ให้ฤทธิ์ทางยาเพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยจะต้องออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจง เฉพาะที่ ซึ่งในที่นี้ อาจจะหมายถึงเครื่องสำอาง ยา หรือว่ายาที่เป็น OTC (over counter drug หรือแปลว่า ยาที่สามารถที่จะซื้อแล้วหยิบเองได้) โดยมีขอบเขตอยู่ที่ต้องเป็นสินค้าที่มีฤทธิ์ทางการรักษา*

       ดังนั้น หากเราจะแยกแยะระหว่างเครื่องสำอางกับเวชสำอางโดยยึดตามคำนิยามของประเทศญี่ปุ่นนั้น เราอาจจะบอกได้ว่า เวชสำอางต้องมีส่วนผสมที่เอามาใช้ทางยา เช่น วิตามินต่างๆ, เอ็นไซม์, สารที่ช่วยให้ผิวขาว ลดสิว แต่เดี๋ยวก่อน อย่าลืมว่า เพราะว่าบ้านเราไม่ได้บัญญัติคำๆนี้ไว้ ดังนั้น ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางหลายๆรายจึงไม่สามารถที่จะโอ้อวด และอวดอ้างได้ว่าสินค้าของตนนั้นมีฤทธิ์ในทางรักษา เพราะหากย้อนไปดูความหมายของเครื่องสำอางตาม พรบ. 2535 นั่นคือ เครื่องสำอางคือสิ่งที่เกิดมาเพื่อความ สวยงาม และ ความสะอาด เท่านั้น ดังนั้นต่อให้เราจะพยายามเถียงอะไรแค่ไหน เครื่องสำอางกัยเวชสำอาในประเทศไทยก็ยังเป็นอย่างเดียวกันอยู่ดี ส่วนเรื่องจะดูยังไงถึงรู้ว่าอันไหนเป็นเครื่องสำอางหรือเวชสำอางนั้นก็อยู่ที่ว่าผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายนั้นพยายามที่จะแสดงตัวตนของเครื่องสำอางนั้นว่าเป็นอะไรกันแน่

       หลายๆคนคงจะงงว่า อ่านมาตั้งนาน ยังไม่เห็นบอกเลยว่า สรุปเวชสำอางดีกว่าเครื่องสำอางจริงหรือเปล่า โดยส่วนตัว เน้น ความคิดของเราเอง เราคิดว่า หากยึดตามที่ควรจะเป็น เวชสำอาง นั้น น่าจะดีกว่าเครื่องสำอาง แต่ว่า นั่นจะต้องเป็นเวชสำอางจริงๆ ไม่ใช่อะไรๆก็แปะๆและให้ค่าว่าเป็นเวชสำอาง ซึ่งถ้าเราจะยึดตามกฎหมายประเทศไทย คงจะต้องบอกว่า จะเวชสำอางหรือเครื่องสำอางก็คงไม่ได้ต่างกัน อยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ใช้ว่าจะควักเงินจ่ายให้กับสินค้านั้นๆหรือเปล่า


       หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้หลายๆคนเข้าใจในเรื่องของ เวชสำอาง มากขึ้นนะคะ ส่วนใครที่คิดว่า อยากสวย แต่เงินในกระเป๋าไม่แข็งแรงพอที่จะซื้อเวชสำอาง เราขอบอกว่า ก็ซื้อเครื่องสำอางปกตินี่แหละ เพราะว่าความจริง จะของถูกหรือว่าของแพง สุดท้ายมา หน้าเรา ผิวเราจะเป็นตัวบอกที่ดีที่สุดว่าเราเหมาะกับอะไร

                           
     
       ส่วนที่จะให้ฟันธงว่า อะไรดีที่สุด เราขอฟันธงว่า "ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่เราออกกำลังกาย ดื่มน้ำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และคิดบวก" เท่านี้ เราก็จะสดใส ไม่ว่าเครื่องสำอางหรือเวชสำอางจากนอกโลกก็สู้ไม่ได้ ^^

* อ้างอิงมาจาก Quasi rule in Japan http://www.jetro.org/index.php?option=com_content&task=view&id=510
     
     

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

เครื่องสำอาง คือ อะไรกันแน่??

       เราเชื่อว่าหลายๆคนต่างก้ให้ความสำคัญ และใส่ใจกับรูปร่างหน้าตา รวมไปถึงบุคลิกภาพของตัวเอง เพราะว่า มันเป้นด่านแรกที่จะให้ใครๆหันมามอง รวมไปถึงเป็นการเปิดประตูแห่งโอกาส เช่น การประกวดนางงามเวทีต่างๆ รวมไปถึงการประกวดนักร้อง หรืออะไรทั้งหลาย

                            
      
      เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่สดใจในเรื่องแบบนี้เหมือนกัน จากที่เราเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรพวกนี้เสียเลยด้วยซ้ำ วันๆอ่านแต่การ์ตูน ดูทีวี ผมหวีบ้าง ไม่หวีบ้าง แต่สุดท้าย พอจะเข้ามามหาวิทยาลัย คณะที่เราเลือกนั้นเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับชีวิตเราสุดๆไปเลย หลายๆคนคงไม่คิดว่า อย่างเราเนี่ยนะ จะเลือกเรียนวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ซึ่งขนาดตัวเรายังไม่ค่อยจะเชื่อเลยว่า เราเนี่ยนะ จะเรียนสาขานี้ จะอยู่ในสำนักนี้ได้จริงๆแน่หรอ...ชีวิตและใบหน้าของเรานั้น มันห่างไกลจากคำว่า "เครื่องสำอาง" มากๆ ทั้งๆที่เราเอง ที่้านก็เป้นร้านเสริมสวย คุณแม่ชอบแต่งตัว แต่ทำไมลูกไม่ได้สนใจหรือมีหัวทางด้านนี้กันเลย

        

    แต่เมื่อเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอางจริงๆ เราเลยรู้ว่า เออเนอะ ชีวิตเรานี่มันไม่ได้ห่างจากเครื่องสำอางเลยนี่หว่า จากที่เรามองแค่ว่า เครื่องสำอางก็คือ make-up color ไว้แต่งๆหน้า นั่นแหละคือเครื่องสำอาง ทั้งโลกนี้ เครื่องสำอางคือสิ่งที่เอามาแต่งแต้มสีหน้าเท่านั้น แต่เราไม่เคยจะรู้เลยว่า จริงๆแล้ว เครื่องสำอาง ตามความหมายที่ อย.ประเทศไทยกำหนดไว้เป็นแบบนี้
      
     เครื่องสำอาง คือ วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใด ต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความ สะอาด ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงามและรวม ตลอดทั้งเครื่องประทิ่นผิวต่าง ๆ ด้วย แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับ และเครื่องแต่งตัวซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย ไม่มีผลต่อโครงสร้างและการกระทำใดๆต่อร่างกาย

    ให้แปลไทยเป็นไทย ก็มีความหมายง่ายๆว่า เครื่องสำอางนั้นเกิดมาเพื่อความสะอาด และความสวยงามอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์จะไปทำอะไรที่เป็นเรื่องการรักษา หรือว่าเพิ่มเติมแต่งให้หน้าตา ผิว หรืออวัยวะใดๆในร่างกายได้สักอย่างนั่นเอง

   เอ....เห็นอย่างนี้แล้ว รู้กันหรือยังว่า จริงๆเครื่องสำอางนั้นใกล้ตัวเรามากแค่ไหน ใครบอกว่า เราไม่ใช้เครื่องสำอางเลย ขอบอกได้เลยว่า "โกหก" ก็แหงละ ตื่นมา เราก็ต้องแปรงฟันแล้ว ยาสีฟันก็เป็นเครื่องสำอางเหมือนกัน 

   ใครมาบอกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยใช้เครื่องสำอาง คุณลองไปดมปากเขาสิ รับรอง สลบแน่ๆ ก็ยาสีฟันก็เป็นเครื่องสำอางนี่นา เขาเกิดมาเพื่อความสะอาด ทำให้ฟันขาว แล้วมียาสีฟันไหนบ้างล่ะ ที่บอกว่า ทำให้ฟันมีรากหยั่งลึก มั่นคงแข็งแรง ดังนั้น ขอฟันธงแรงๆหลายๆทีว่า "ชีวิตเรา ยังไง๊....ยังไงก็ต้องใช้เครื่องสำอาง"